7 คำแนะนำ First Jobbers 101 จาก Gen Z ด้วยกันก่อนเริ่มทำงาน

7 คำแนะนำ First Jobbers 101 จาก Gen Z ด้วยกันก่อนเริ่มทำงาน

แบ่งปันบทความนี้ให้คนที่คุณหวังดี :

บทความนี้รวบรวมมาเป็นคำแนะนำที่เขียนจากประสบการณ์ของผมเอง การสนทนากับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทั้งเคยร่วมงาน หรือคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ เพื่อตอบคำถามต่าง ๆ ของเด็ก Gen Z ที่จบใหม่หรือกำลังจะเริ่มทำงาน จบมาทำอะไร? ชีวิตการทำงานเป็นอย่างไร? ตั้งใจมาก เป็นบทความที่เต็มที่กว่าเรื่องไหน ๆ ที่เคยเขียนมาครับ

First Jobbers 101 จึงตั้งใจว่าจะเป็นบทความซีรีส์ยาวมีเนื้อหาที่หลายหลากด้าน ที่มีมุมมองจาก Gen Z to Gen Z หวังว่านอกจาก Gen Z จะสามารถนำไปต่อยอดได้แล้ว ผมหวังว่า Gen อื่น ๆ รุ่นพี่รุ่นก่อนหน้าจะเข้าใจบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

ทำไมถึงเขียนเรื่อง First Jobbers?

ผมมีประสบการณ์การทำงานมาในระยะหนึ่งจริง แต่ประกอบไปด้วยประสบการณ์ทั้งดีและแย่ปนกันไปสำหรับ First Jobbers หรือวัยเริ่มต้นทำงาน บางครั้งดีจนเหลือเชื่อ บางครั้งเลวร้ายเหมือนดราม่าพันทิป ประเด็นคือเรื่องร้ายมักจะไม่ได้เกิดขึ้นกับผมคนเดียว เวลาเสวนากับมิตรสหายมักจะพบเหตุการณ์ที่คล้ายกัน

ยกตัวอย่างเช่น หลอกให้ทำงาน, ยอมโดนลดเงินเพราะจะย้ายสาย, หลอกให้เห็น career path อันสดใส, การประเมินแบบไม่ระบุตัวตน, การตัดเกรดและจิตพิสัย

โชคดีที่เรามีอินเตอร์เน็ตกันแล้วในยุคนี้

เพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยเห็นโพสต์ เช่น “คำแนะนำจากคนที่อายุเลย 30 มีอะไรจะฝากถึงก่อน 30 ไหม”

ผมได้อ่านแล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เอาจริงชอบมากเลยนะสามารถเอามาปรับใช้ได้ดี จะบอกว่านั่นเป็นอีกมุมมองหนึ่งของคน Gen Y ไม่ก็ Gen X ในทางกลับกันยังมีข่าวในลักษณะนี้ออกมา

อาจจะตีความได้ว่าด้วย Generation Gap ที่เกิดขึ้นทำให้มุมมองบางอย่างไม่ตรงกัน แล้วจะเป็นอะไรไหมถ้า Gen Z มาคอยแนะนำคอยปลอบกันเอง ;-;

ผมเองเป็นหนึ่งใน Gen Z ที่ทำงานมาได้สักระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำงานหลายที่ หลายวงการตั้งแต่วงการสื่อมีเดีย, วงการเกม, เทคโนโลยี AI, การเงินธนาคาร, การตลาด นอกจากข้าม business domain แล้วยังข้ามสายการทำงานด้วยจากเรียนจบด้านนึงไปอีกอาชีพนึงแล้วข้ามไปอีกสายนึง ทำให้เจอมุมมองของคนมากมายที่เป็นทั้งหัวหน้าเรา เจ้านายเรา เพื่อนร่วมงาน รวมถึงลูกค้าเราด้วย

ทำให้เราเจออะไรที่หลากหลายมาก ทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี บางอันเหมือนติดจรวดในสายงาน บางอันเหมือนเจ้ากรรมนายเวรที่ถ่วงเราไม่ให้เติบโต จะดีกว่าไหมถ้าได้อ่านบทความนี้ก่อน แล้วพบว่าเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญหน้านี้เราเคยอ่านมาแล้ว!?

มุมมองจาก Gen Z to Gen Z

Gen Z to Gen Z ด้วยกัน ไม่ได้หมายถึง Echo chamber แต่ในทางกลับกันคือ “เราเข้าใจ” ว่ายุคสมัยเป็นอย่างไร ยุคที่เศรษฐกิจ สภาพสังคม ค่านิยม สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เหมือนสมัยก่อน

ตอนที่ผมเขียนบทความนี้คือ 25 พอดี ทำงานมา 3 ปีให้ถือว่ามาแชร์เรื่องราวละกันนะครับ มุมมองของผมตอนนี้ก็จะต่างจากแต่ก่อน และมั่นใจว่าเมื่อผมอายุมากขึ้นมุมมองบางอย่างคงแตกต่างจากตอนนี้

เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อน ๆ ผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ ไม่น่าใช่ หรือคิดว่าไม่ใช่กับตัวเรา ขอให้มองเป็นการอ่านเพลิน ๆ แชร์ประสบการณ์ อะไรที่คิดว่าเหมาะสมหรือใช่กับตัวเพื่อนผู้อ่านเองก็อยากให้เก็บเอาไว้ ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ไม่เหมาะกับตัวเราก็ปล่อยผ่านไปครับ

Disclaimer

  • NOT One size fits all
    .
  • ผมมองว่าโลกนี้มีความเป็น dynamic ไม่ได้มีขาวหรือดำอย่างเดียวแล้วฉันใด วิธีการก็ฉันนั้น บางวิธีการอย่างไม่ต้องใส่สุดเอาที่เหมาะสมกับตัวเราจะดีที่สุด
    .
  • ผมเป็นคนธรรมดาครับเฮีย คำแนะนำบางข้อไม่ได้แปลว่าผมทำได้ดีแต่ก็สะท้อนและอยากตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน ตบบ่าแล้วอยากทำให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
    .
  • ความคิดเห็นเหล่านี้มาจากครอบครัวรายได้ปานกลาง มนุษย์เงินเดือนเจน Z ตัวน้อย ๆ เพราะฉะนั้นบางข้ออาจจะไม่ได้เหมาะกับเพื่อนผู้อ่านบางท่าน
    .
  • ความคิดเห็นบางอันมีความรุนแรง มีความจริงอันโหดร้าย ขอโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
    .
  • ความคิดเห็นบางข้อมีความรั่ว อย่าเครียดและจริงจังมากจนเกินไป
    .
  • เขียนวันนี้ก็คิดว่าเท่ ถ้าตอนผม 30 มาอ่านบทความนี้ก็คงทั้งเบียวทั้ง cringe ฮ่า ๆ (ระดับ wawasabii ต้องเบียวนิด ๆ )

7 คำแนะนำจาก Gen Z ด้วยกันก่อนเริ่มทำงาน

1. Professionalism (ความเป็นมืออาชีพ)

ข้อแรกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น first jobbers และไม่ว่าจะอยู่สายงานไหนการทำงานแบบมืออาชีพเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนคุณออกมาได้ดีที่สุด คือบางคนเขาไม่ได้รู้จักเราโดยตรงหรอก แต่ผลงานที่เขาเห็นจะสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าเราใส่ใจในงานหรือไม่ ต้องแยกก่อนว่าไม่ได้หมายถึงให้ทุกอย่างต้อง Perfect แบบ Perfectionist นะ ฟังเผิน ๆ อาจจะเหมือนแต่จริง ๆ แล้วแตกต่างกันมาก

ลองให้ Gemini ช่วยสักหน่อยละกันนะครับ

Professionalism (ความเป็นมืออาชีพ) หมายถึง การปฏิบัติตนและการทำงานอย่างมีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ และมีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรและลูกค้าเป็นสำคัญ ผู้ที่มีความเป็นมืออาชีพจะเน้นการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี

Perfectionist (ความสมบูรณ์แบบนิยม) หมายถึง การยึดติดกับความสมบูรณ์แบบในทุกด้านของชีวิต ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ผู้ที่มีความสมบูรณ์แบบนิยมมักตั้งมาตรฐานสูงให้กับตนเองและผู้อื่น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเครียด วิตกกังวล และความไม่พอใจในตนเองได้ง่าย นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากการคาดหวังที่สูงเกินไป

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Professionalism และ Perfectionist

ลักษณะProfessionalism (ความเป็นมืออาชีพ)Perfectionist (ความสมบูรณ์แบบนิยม)
จุดเน้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานการทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ทัศนคติต่อความผิดพลาดยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดกลัวและหลีกเลี่ยงความผิดพลาด
การตั้งเป้าหมายตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไปและยากที่จะบรรลุ
การจัดการกับความเครียดมีวิธีจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสมมักมีความเครียดสูงและวิตกกังวล
ผลกระทบต่อผู้อื่นสร้างความไว้วางใจและความร่วมมืออาจสร้างความกดดันและความไม่สบายใจให้คนอื่น

ความเป็นมืออาชีพและความสมบูรณ์แบบนิยมเป็นลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ความเป็นมืออาชีพเน้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน ในขณะที่ความสมบูรณ์แบบนิยมเน้นการทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ การมีความเป็นมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานและการใช้ชีวิต แต่การยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์กับคนอื่นได้

Gemini Advanced

มาตรฐานการทำงาน การให้เกียรติผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การตรงต่อเวลามักจะถูกมัดรวมไปอยู่ในความเป็นมืออาชีพไปแล้วด้วย บอกตามตรงว่ายากเหมือนกันครับที่จะทำให้มีความเป็นมืออาชีพ เอาเป็นว่าต้องเต็มที่ อย่าให้รู้สึกเสียดายทีหลัง ถ้าพลาดเสียใจก็ยอมรับแล้วแก้ไขไปให้ได้ ฮึบ! สู้เขา first jobbers

2. Productive (ทำงานให้มีประสิทธิผล)

ทำงานให้มีประสิทธิผล หรือให้ผลผลิตสูง แปลไทยตรง ๆ อาจจะยากไป ขอสรุปว่าทำงานให้ฉลาด ใช้เวลาให้น้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่สูง ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นมืออาชีพ งานผ่านมือเราเราต้องทำให้ดี

ผมชอบมากในเรื่องนี้เพราะเดิมแล้ว เป็นคนขี้เกียจดังนั้นการทำงาน ผมจะหาวิธีการหรือเครื่องมือที่ทุ่นแรงให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้ประหยัดแรงและได้ประสิทธิภาพดี

มีทริคเล็กน้อย 7 ข้อต่อไปนี้ครับ

  1. วางแผนและตั้งเป้าหมาย: ก่อนเริ่มทำงาน ควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายนั้น การมีแผนงานจะช่วยให้เราโฟกัสกับงานที่สำคัญและไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น
    .
  2. จัดลำดับความสำคัญ: เมื่อมีงานหลายอย่างที่ต้องทำ ควรจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยเริ่มจากงานที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดก่อน แต่งานที่สำคัญ เร่งด่วนมักจะดูดพลังงานของเรามาก หากเป็นไปได้งานที่ดีควรสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนจะทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับแรงที่ลงไปในขณะเดียวกันงานจะไม่เร่งจนกดดันจนงานออกมาไม่ดีครับ
    .
  3. แบ่งงานออกเป็นส่วนเล็ก ๆ : งานที่ใหญ่และซับซ้อนอาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจได้ง่าย ลองแบ่งงานออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สามารถทำเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น จะช่วยให้เรารู้สึกมีความก้าวหน้ามีแรงบันดาลใจในการทำงานมากขึ้น หรือการปักธงแบบมี milestones ช่วยได้เช่นเดียวกัน
    .
  4. กำหนดเวลา: การกำหนดเวลาสำหรับแต่ละงานจะช่วยให้เรามีวินัยในการทำงาน ไม่เสียเวลาไปกับสิ่งอื่น ๆ
    .
  5. ใช้เครื่องมือช่วย: มีเครื่องมือและแอปพลิเคชันมากมายที่สามารถช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น แอปจัดการงาน แอปจดบันทึก หรือแอปตั้งเวลา หรือนวัตกรรมที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง คือ Generative AI แต่ก็ขึ้นอยู่กับเนื้องานที่ทำด้วยนะครับ
    .
  6. พัฒนาตนเอง: การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พัฒนาทักษะอยู่เสมอ จะช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โลกไปไวมากอย่างน้อย ๆ หาอะไรติดไม้ติดมือวันละนิดก็ยังดี ดีกว่าย่ำอยู่กับที่ครับ
    .
  7. สร้างแรงบันดาลใจ: การมีแรงบันดาลใจจะช่วยให้เรามีความกระตือรือร้น ตั้งใจในการทำงานมากขึ้น ลองหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสนใจ และอยากทำงานให้สำเร็จ

เอาเป็นว่าทำงานให้ฉลาด ยุคนี้ผมว่า Work Hard ไม่น่าจะเข้ากับรุ่น ๆ เราแล้ว ในเมื่อมีเครื่องมีทุ่นแรงจำนวนมาก ลดระยะเวลาการทำงาน เราสามารถเอาเวลาที่ได้กลับมาไปพัฒนาตัวเองเพิ่มหรือพักผ่อนได้

Work Life Balance

สำหรับความเห็นเรื่อง Work Life Balance มองแบบนี้ครับ Balance ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เท่ากันจริง ๆ เหมือนกินเผ็ดเลย บางคนบอกพริกเม็ดเดียวก็ไม่ไหวแล้ว บางคนกินเผ็ดมาก ทนได้ไม่เท่ากัน แล้วตรงไหนถึงจะรู้ว่าพอดี?

ผมเคยได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุยกับคุณหมอท่านหนึ่ง ในงานเสวนานั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการติดเกม คุยเรื่องความพอดี คุณหมอท่านนั้นให้ความเห็นว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงนี้คือพอสำหรับเราแล้ว มนุษย์เราก็ต้องลองก่อนว่าทำแบบนี้แล้วรู้สึกหนักเกินไปจึงต้องลดลงมา ขณะที่ถ้าน้อยเกินไปมนุษย์เราจะรู้สึกว่าต้องทำเพิ่มอีก เป็นต้น

First jobbers บางคนมักขาดประสบการณ์ในการแยกแยะบางเหตุการณ์ แหงล่ะเพิ่งทำงานนี่นา ทำให้บางคนนึกว่าต้องทำงานหนัก ๆ หามรุ่มหามค่ำถึงจะบอกว่าดี นี่แหละ productive สุด ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือโดนใช้ให้ทำงานล่วงเวลา

บางครั้งมักโดนบอกให้ไป ฝึกงาน ทั้ง ๆ ที่ทำงานหนักเท่ากับ full time แต่ว่าไม่ได้รับค่าตอบแทน เพียงเพราะบอกว่าแลกกับประสบการณ์ ที่ไหนได้บริษัทเทคฯ นี้กลับรับมาแต่เด็กฝึกงานเป็นหลักร้อยคน แบบอัตราส่วนของพนักงานประจำ 1:10 เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน

เพราะฉะนั้นหาจุดของตัวเองให้เจอครับ ถ้าหนักไปต้องลดลงมา ถ้าเกิดรู้สึกว่าน้อยไปแล้วรู้สึกว่าไม่ได้พัฒนาฝีมือตัวเองก็ต้องทำเพิ่มขึ้นครับ

3. Believe (ความเชื่อ)

“ต่อให้คนทั้งโลกเชื่อว่าคุณทำได้ แต่ถ้าตัวเองยังไม่เชื่อว่าทำได้ ทำให้ตายผลงานก็ไม่ออกมาดี”

คำกล่าวนี้สะท้อนความสำคัญของ “ความเชื่อมั่นในตนเอง” (Self-efficacy) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำงานและในชีวิต มีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนว่าความเชื่อมั่นในตนเองส่งผลต่อความสำเร็จ ทั้งด้านการศึกษา จิตวิทยาองค์กร กีฬา นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ ความสัมพันธ์ รวมถึงการเงินด้วย

ความเชื่อมั่นในตนเอง คือ ความเชื่อที่ว่าเราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ เป็นแรงผลักดันให้เราพยายามเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต

จริง ๆ แล้วมีความสำคัญพอตัวเลยครับเกี่ยวกับ Mindset, Self-esteem อารมณ์แบบกายพร้อมใจพร้อมเราทำได้ ลองคิดถึงข้อเสียถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

  • ไม่กล้าลงมือทำ: ความกลัวความล้มเหลวทำให้เราไม่กล้าเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ หรือไม่กล้ารับผิดชอบงานที่ท้าทาย
    .
  • ยอมแพ้ง่าย: เมื่อเจออุปสรรคหรือปัญหา เราอาจจะท้อแท้และยอมแพ้ไปก่อนที่จะพยายามหาทางแก้ไข
    .
  • ไม่พัฒนาตนเอง: เราอาจจะไม่พยายามพัฒนาทักษะหรือความรู้ใหม่ ๆ เพราะไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ดีขึ้น
    .
  • ผลงานออกมาไม่ดี: แม้จะมีคนอื่นให้กำลังใจ แต่ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็อาจจะไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาตัวเองก้าวหน้าไปไกลในที่ทำงานหรือการใช้ชีวิตได้ครับ สิ่งหนึ่งที่อยากฝากเสริมไว้คือ กระบวนการคิดไม่สามารถที่จะเปลี่ยนปุ๊บได้ปั๊บ ต้องใช้เวลาพอสมควร

4. Financial Literacy (ความฉลาดทางการเงิน)

ความฉลาดทางการเงิน เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย เพราะจะช่วยให้เรามีชีวิตทางการเงินที่มั่นคงและมีอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว

ในชีวิต First Jobbers การทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้น วันที่ตั้งตารอคอยนอกจากวันหยุดคือ วันเงินเดือนออก

ความเป็นจริงแสนเศร้าเมื่อเงินที่เข้ามาก็หายไปในพริบตาเหมือนเป็นแค่ทางผ่าน จ่ายนั้นจ่ายนี่ (หนี้) ผ่อนสินค้าค่าบัตรเครดิต อะไร ๆ ก็ล่อตาน่าซื้อไปซะทั้งหมด มือถือ คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า ของประดับ ของเล่นกล่องจุ่ม ยังไม่รวมของชิ้นใหญ่ที่ใช้ดำรงชีพทั้งบ้าน รถ และค่าครองชีพมากมาย

ถามว่าเงินของเขาแล้วผมไปยุ่งอะไร? ขอโทษคับเพราะผมก็ซื้อ ;-;

สำหรับเรื่อง Financial Literacy ค่อนข้างสำคัญมากท่ามกลางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง สถานการณ์ตึงเครียดของนานาประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัพยากร และภัยธรรมชาติ พูดตรง ๆ ว่า สิ่งที่ไม่คาดคิดพร้อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเข้าใจในเรื่องการเงินจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีครับ

การออมเงิน, บริหารจัดการเงิน, ความเสี่ยง, การลงทุน, การซื้อประกัน, และเรื่องวุ่น ๆ ของวัยรุ่นจ่ายภาษี ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน ยกตัวอย่างพีระมิดทางการเงินอันนี้ครับ

ในบทความด้านบนของ FINNOMENA จะมีเนื้อหาละเอียดยิบในแต่ละขั้นของพีระมิด นอกจากนี้ปัจจุบันมีแหล่งให้ศึกษาความรู้ทางการเงินอีกมาก เช่น

The Money Coach

แนะนำการบริหารจัดการเงิน ความรู้เรื่องการเงินแบบตรงไปตรงมาโดยโค้ชหนุ่ม

TAXBugnoms

ความรู้เรื่องภาษีสำคัญมาก! ช่องพี่หนอมทำเรื่องภาษีให้เป็นเรื่องสนุก แต่พูดตรง ๆ ว่าตอนนี้ก็ยังไม่สนุกกับภาษี555

THE STANDARD WEALTH

ติดตามข่าวการเงินทุกเช้าให้เท่าทันโลกกับเฮียวิทย์

ทำไมวัย 20 คือช่วงที่ดีที่สุดในการลงทุน l NEW GEN INVESTOR EP.1

ประมาณนี้ครับสำหรับวิดีโอ นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่ผมชอบและอยากจะแนะนำคือเล่มนี้ครับ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ได้ความรู้เรื่องการเงินแบบเบิ้ม ๆ

5. Consistency (ความสม่ำเสมอ)

หลังจากที่เราได้รู้แล้วว่าควรทำอะไร ทำแบบไหน หาความรู้พัฒนาตัวเองได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญต่อมาคือ ความสม่ำเสมอ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ Atomic Habbit คงร้องอ๋อ ๆ อ๋า ๆ ทันที Get 1% Better Every Day ของ James Clear อธิบายได้เป็นอย่างดีครับ

หลักการนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง เช่น การทำงาน การเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าเป้าหมายของเราคืออะไรก็ตาม เปลี่ยนแปลงวันละนิดวันละ 1% ทำอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้

Get 1% Better Every Day
Continuous Improvement

พักหายใจกันสักครู่…

คำแนะนำกับ First Jobbers 5 ข้อที่ผ่านมาล้วนเป็นการพัฒนาตัวเองทั้งสิ้น ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับตนเองหมดเลย ทำให้เก่งขึ้น ทำให้มืออาชีพมากขึ้น แต่ชีวิตการทำงานไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มาในรูปแบบของ เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่รุ่นน้องในที่ทำงาน หัวหน้าเจ้านายเรา และลูกค้า

ดังนั้นอีก 2 ข้อที่เหลือจะเป็นเรื่องราวจากผม มิตรสหาย และผู้ใหญ่ที่กรุณาแบ่งปันเรื่องราวไว้เป็นคำแนะนำดี ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ ผู้อ่าน Gen Z เข้าใจในโลกของการทำงานมากขึ้นครับ

6. Be aware, be prepared, and don’t fcking care

ตระหนักรู้ เตรียมพร้อม และช่างแม่ง!?

ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน

ในชีวิตการทำงานคุณต้องตระหนักรู้ก่อนว่า โลกการทำงานไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด มีคนที่มาก่อนคนที่มาทีหลัง คนที่สูงกว่าเราคนที่อันเดอร์เรา ทั้งการทำงานในบริษัท startup และ corporate คุณต้องไม่เหยียบตีนใคร

เราไม่รู้เลยว่าแบคของเขาใหญ่แค่ไหน ลองประเมินคร่าว ๆ สักหน่อยถ้า CEO คือเบอร์ 1 ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงตำแหน่งเราแล้ว เราเบอร์ที่เท่าไหร่? ยิ่งเป็นเด็กจบใหม่ทำงานไม่กี่ปีอันตรายมากถ้าเผลอไปเหยียบตีนใครเข้า

การเมืองมีอยู่ทุกที่ ทุกที่จริง ๆ และมากน้อยก็ต่างกันไปในแต่ละที่ ไม่ได้แปลว่าทำ startup แล้วจะไม่มีการเมืองนะครับ บางที่เจ้มจ้นชิงดีชิงเด่นกว่า corporate เสียอีกนึกว่า Game of Thrones ดังนั้นพยายามดูทิศทางลมและคลื่นให้ดี ควรเฉิดฉายในโอกาสที่เหมาะสม เพราะไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน

เหนือฟ้ายังมีฟ้า

ถ้าคุณรู้จัก Stoic ถ้าคุณรู้จักความเป็น Generalist พาร์ทนี้คุณจะเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะโลกนี้มีคนที่เก่งกว่าคุณอยู่เสมอแต่นั่นไม่ได้หมายถึงให้เราถอดใจในการเดินหน้าต่อ แต่จงเข้าใจว่าเรานั้นไม่ได้เก่งที่สุด ทุกอย่างไม่จีรัง หากขึ้นไปจุดสูงสุดได้ ย่อมต้องร่วงลงมาได้เช่นกัน

พยายามอย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมรุ่น พูดตามตรงว่ายังไงย่อมมีคนที่เหนือกว่าเรา ไปได้ไกลกว่าเราเสมอ สิ่งนี้หากจิตใจแข็งแกร่งอาจสามารถปรับมาเป็นแรงผลักดันได้ดี แต่หากจิตใจบอบช้ำการเปรียบเทียบกับคนอื่นจะทำให้เจ็บยิ่งกว่าเดิม

อย่าคุยเรื่องบินสูงในฝูงไก่

นอกจากจะทำให้ดูโอ้อวดในสายตาไก่แล้ว (แม้ว่าเราไม่ได้เจตนาอวด) มุมมองความคิดเห็นของไก่ย่อมไม่ได้สูงเท่ากับตอนที่เราบินครับ อาจจะดูแบบอิหยังวะนะ แต่ชอบเพลงนี้มาก ชาบลูส์ – อย่าคุยเรื่องบินสูงในฝูงไก่ เพลงฟังแล้วจี้นะ แต่เนื้อหานี่จริงเลยครับ

อย่าคุยเรื่องบินสูงในฝูงไก่ แต่จะทำการใหญ่ต้องคบไก่ให้ได้
อย่าคุยขี้โม้โอ้อวดเรื่องราว ตัวเราก็ไม่ได้เก๋า อย่าสำคัญตนไป
แม้ตัวเราเองจะบินได้สูงกว่าฝูงไก่ แต่อย่าหลงคิดไปไกล ว่าเราเป็นนกอินทรี

ชาบลูส์ – อย่าคุยเรื่องบินสูงในฝูงไก่

ประเด็นคือความจริงแล้วเราควรที่จะ friendly กับทุกคนในที่ทำงานนี่แหละโดยเฉพาะน้องใหม่ first jobbers แต่ว่าต้องประมวลผลนิดนึงนะครับ

โลกนี้มีคนที่รู้จริงอยู่ถมไป แต่รู้ไม่จริงมีมากกว่า

ท่ามกลางโลกที่มีเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียที่เข้าถึงกันได้เพียงแค่ปลายนิ้ว คุณจะเจอคนดังเต็มไปหมด กูรู โค้ช พี่คนนั้นพี่คนนี้ จะบอกว่าโลกนี้มี คนที่รู้ อยู่สองประเภท

  1. คนที่รู้จริง
  2. คนที่รู้แบบโชเฟอร์
หรือถ้าอยากฟังเป็นคลิปอธิบาย พี่เคนจัดให้คับ

ในคลิปนี้จะอธิบายไว้หมดเลยสำหรับหัวข้อนี้แล้วโลกการทำงานจริงเป็นอย่างไร? คือเราจะพบว่ามีผสม ๆ กันอะ คนนั้นรู้จริงคนนี้รู้ไม่จริงแต่ทำไมมีคนเชื่อ มีหน้ามีตาในสังคมกันนะ?

การแสดงออกว่าคนคนนี้ของจริง

ชอบมากเลยทั้งสองคลิปด้านบน และเราจะเจอเยอะมากคนที่ไม่รู้จริง แต่ Branding เขาดีก็มีคนเชื่อ คนซื้อ คนติดตาม แปลไทยได้ว่าสร้างภาพจนได้ดี

ผมเคยเจอคนที่เป็นทั้งอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้ไปบรรยายที่นั่นที่นี่ รวมถึงเป็นไดเรคเตอร์การตลาดของบริษัทลูกขององค์กรชั้นนำของประเทศ คือโปรไฟล์ดีเลยแหละ โอ้โหความรู้การตลาดมาเต็ม data driven

โชคดีของผมที่ตอนนั้นได้มีโอกาสไปร่ำเรียนวิชาด้วย ปรากฏว่า “ไม่ได้ความรู้อะไรเลย” (ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนตรงไปตรงมาแล้วว่าได้ความรู้อะไรบ้าง) เราตั้งใจไปหาความรู้เรื่องการตลาดแต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ได้คือการจัดหน้ากระดาษ ตรวจคำผิด การเขียนเมล การเปลี่ยนฟอนต์บน Excel ฯลฯ ที่มันอิหยังวะ

วิชาการตลาด, data driven การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์ ไม่มีครับอ้าย แต่ว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้ จะแย้งจะหักหน้าก็ไม่ได้ เพราะว่าภาพลักษณ์ของเขาดี และออกมาให้คนนอกเห็นเป็นแบบนั้น อันนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่าง

คนในวงการที่เคยร่วมงานด้วย หรือเพื่อนร่วมรุ่นแค่พูดชื่อมองตาก็รู้ใจ แต่คนนอกหรือเด็กจบใหม่ คนที่เพิ่งเริ่มทำงานแบบผมตอนนั้นที่ไม่รู้อะไรนี่สิจะรู้สึกว้าวเพราะโดนภาพลวงตาหลอก

คุณจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมคนเราถึงต้องการสร้าง branding ขึ้นมาเพื่อมีตัวตนบนโลกใบนี้ เช่น ผมที่มานั่งเขียนบทความอยู่ตรงนี้ เป็นต้น

แต่ไม่ได้หมายความว่างาน panelist ที่ C-level ต่าง ๆ ไปพูดกันนั้นจะเป็นคนไม่รู้จริงไปทั้งหมด บางคนเก่งจริง ๆ ครับนับถือจากใจเลย ผมชื่นชอบบางท่านที่ไปแชร์เรื่องราวจริง ๆ เป็นเรื่องราวที่ส่งต่อเพื่อคนอื่นจริง ๆ แต่บางคนเป็นทีมงานเขียนสคริปให้ครับแต่เป็นสิทธิของเขา แล้วก็เป็นสิทธิของเราเหมือนกันที่จะชื่นชอบติดตามหรือไม่

ยกตัวอย่างงาน panelist ของฝั่งเทคฯ เช่น งานของ Google, Microsoft อันนี้ของจริงความรู้เน้น ๆ เบิ้ม ๆ นั่งฟังแล้วตาลอยเลยครับ 5555

สำหรับตัวคุณเอง เลือกได้ว่าจะเป็นคนที่รู้แบบไหน และเลือกได้ว่าอยากที่จะติดตามใคร

ทีนี้เริ่มมาคำถามที่ว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนคือตัวจริง หรือคนไหนแค่แบรนดิ้งดี เป็นคำตอบที่ยากมากที่จะรู้ ของผมเองมักจะเป็นการทำงานการร่วมงานจริงนี่แหละ พอทำงานร่วมกันเราจะเริ่มได้กลิ่นแล้วว่ามีของจริงไหม หรืออิหยังวะน่ะอะไรประมาณนี้ หรือบางทีอาจจะต้องใช้ข้อมูลวงในนิดหน่อย เพราะภายนอกเขาอาจจะดีจริง ๆ

สำหรับ First Jobbers ที่อยากเอาไปปรับใช้นอกเหนือจากการทำงานแล้ว การหางานเรามักจะมีบริษัทในฝันที่อยากเข้าไปทำงานด้วยใช่ไหมครับ การหาข้อมูลแนวนี้แหละจะทำให้เราไม่ผิดหวังหลังจากได้เข้าไป คือต้องถามต้องหาข้อมูลก่อนอะ ไม่งั้นอีกไม่กี่เดือนจะกลายเป็นการย้ายงานที่บอกว่า “Culture ไม่ฟิตครับ/ค่ะ” คลเล่นเค้ารู้กัล

หัวหน้าดีมีสุข รู้ทันตอนนี้ไม่มีมีทุกข์

ถ้าถามความเห็น ถ้าเลือกได้เพียงหนึ่งอย่างระหว่าง 3 สิ่งนี้ เงินดี เพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี ผมจะตอบว่าหัวหน้าดี มุมมองของผมในการทำงานตอนนี้คงตอบได้เฉพาะมุมมองของคนทำงานทั่วไปเนื่องจากไม่ได้ขึ้นเป็นตำแหน่งที่ต้องแบกรับภาระ แต่ส่วนสำคัญที่จะทำให้พนักงานลาออกส่วนใหญ่มาจากคนนี่แหละ (คน = หัวหน้า)

แต่ ๆ ๆ ๆ ขอให้เก็บความรู้สึกของการทำงานเป็นตะเร้ก ๆ แบบนี้เอาไว้เพราะวันหนึ่งที่เราได้ก้าวขึ้นไป ขอจงเข้าใจในตัวลูกน้องของคุณด้วย (ผมเตือนตัวเอง)

คุณลักษณะของหัวหน้าที่ดีเป็นอย่างไร อันนี้ขึ้นอยู่กับสเป็คของแต่ละคนบางคนเจอประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีบ้างจะสะท้อนตรงนี้ออกมา ส่วนข้อดีของการมีหัวหน้าดีเป็นแบบนี้ครับ คือการทำงานในลักษณะนี้คุณจะโตหรือไม่ เก้าอี้จะหลุดหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่ประเมินคุณนั่นแหละ

แต่สำหรับ First Jobbers เองบางครั้งจากที่เห็นก็น่าเป็นห่วงครับ เพราะว่ายังไม่ได้เจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย ลองนึกภาพตัวอย่างนี้ตามนะครับ

สมมติว่าเรารู้ว่าหัวหน้าแผนกคนนั้นแย่สุด ๆ ไปเลยทั้งพูดจาเอาดีเข้าตัวเอาเรื่องแย่ ๆ เข้าลูกน้องและไม่ทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ว่าภาพที่ออกไปสู่สายตาเด็กจบใหม่คือว้าวสุด ๆ เพราะแบรนดิ้งเขาดีแล้วจึงคิดว่าหัวหน้าแบบนี้ สภาพการทำงานแบบนี้ดีสุด ๆ ไปเลย

ของแบบนี้อยู่ที่ประสบการณ์ครับว่าจะมองออกไหม เก็บไปเรื่อย ๆ

เคยเจอรุ่นพี่คนหนึ่งที่เจอประสบการณ์ที่แย่มากในที่ทำงาน ถ้าใช้ศัพท์ยุคนี้คงเป็น หัวหน้าของเขาไม่มี empathy เอาเสียเลย จนเมื่อเขาได้มีโอกาสย้ายไปในที่ทำงานที่ดีกว่ามันเหมือนเป็นโลกใหม่สำหรับเขา ไม่ต้องคอยระแวง สามารถ feedback เพื่อพัฒนางานได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตอนแรกเขาไม่ชินเอามาก ๆ กับบรรยากาศแบบนี้เพราะที่ผ่านมาต้องระแวงตลอด

การลองทำงานหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ โดเมนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จะช่วยในเรื่องตรงนี้ได้ ว่า culture ที่ไหนเหมาะกับเรา หัวหน้าหรือลูกน้องแบบไหนที่เข้ากับตัวเราครับ เราจะเริ่มรู้ตัวมากขึ้นอารมณ์เหมือนไปที่ทำงานที่ไม่ดีแล้วบอกว่า เห้ย ที่ทำงานปกติเค้าไม่ทำแบบนี้กันหรอกนะ!

หากเจอหัวหน้าที่ดีที่เราตามหามานาน อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเป็น เด็กดี และคอยขอปรึกษาอยู่เสมอ ทำงานอย่างมืออาชีพ มีประสิทธิผลที่ดีแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง

เตรียมพร้อมตลอดเวลาว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

Relay runner
Photo by Braden Collum (@bradencollum) on Unsplash

ไม่ใช่เพราะมีปาปริก้านะครับ แต่ว่าในข้อนี้หลังจากเราตระหนักรู้แล้วย่อมต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ มีมิตรสหายท่านหนึ่ง ใคร ๆ ก็บอกว่าเก่งนะ มีของ (ผมมองมิตรคนนี้เฉย ๆ ฝีมือธรรมดานะ อิอิ) มิตรคนนี้ทำงานในบริษัทเทคฯ รายได้หลักร้อยล้านบาทพูดชื่อคงร้องอ๋อ หน้าที่การงานมั่นคง ทำงานดีเด่น ประเมินผ่านฉลุย

สุดท้ายโดนเอาออกเพราะ “culture ไม่ตรงกับองค์กร” สอยกลางอากาศไม่มีเตือนเป็นหนังสือ ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว

โดนเอาออกเพราะ “culture ไม่ตรงกับองค์กร” แต่ความเป็นจริงเมื่อไปสืบสาวเรื่องราวคือ มิตรท่านนี้ไปเหยียบตีนหัวหน้าครับ (องค์กรที่แปลว่าหัวหน้า) เฉิดฉายในเวลาที่ไม่เหมาะสมฉายแสงตลอดเวลา ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกินเนี่ยเต็ม ๆ จนข้ามหน้าข้ามตาจากเดิมที่หัวหน้าต้องวางตัวเป็นโค้ชตลอด แต่มิตรคนนี้กลับไม่ไปปรึกษาทะนงตนว่ามีฝีมือมากกว่า

แม้จะเก่งกว่าหัวหน้าเพียงใด หรือหัวหน้าของมิตรคนนี้จะไม่เอาอ่าวแย่จริงแบบที่มิตรเขาอ้าง แต่การทำแบบนี้ถือว่าไม่เห็นหัวกันเสียเลย หัวหน้าคนไหนอยากจะเก็บคนแบบนี้เอาไว้ (น่าสนใจตรงที่ว่าเหตุผลในการเอาออกเพราะว่าไม่สามารถเอาออกในเรื่องของ performance ได้)

ถามว่าเคสนี้แปลว่าองค์กรไม่ดีหรืออย่างไร? ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนว่า “องค์กรไม่เคยผิด” เวลาไปด่าเขาอย่าด่าที่องค์กรถ้าทำแบบนั้นแปลว่าขาคุณออกมาครึ่งก้าวแล้ว เพราะจริง ๆ แล้วคนที่มีอำนาจบังคับใช้ต่างหากที่เป็นประเด็น

ในขณะเดียวกันถ้าคุณทำงานแล้วหัวหน้าไม่ชอบคุณ หัวหน้าไม่รัก แปลว่าขาอีกข้างคุณก็ออกมาจากบริษัทเช่นเดียวกัน

มิตรสหายอีกท่านทำงานในบริษัทเทคฯ เช่นเดียวกันแต่ว่าการประเมินตัดเกรดคือ ผลงาน 50% จิตพิสัยอีก 50% ซึ่งจิตพิสัยนี้ประเมินโดยหัวหน้าตัวเอง ใช่ครับอยู่ที่ปลายปากกาล้วน ๆ ถ้าหัวหน้าไม่ชอบคุณแล้วคุณจะเอาคะแนนมาจากไหนครับ

เพราะฉะนั้นอีกคำแนะนำหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือ หลาย ๆ บริษัทมักจะมีการประเมินหัวหน้าตัวเอง หรือองค์กรตัวเอง เพื่อการพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น feedback ของคุณเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้บริษัทดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และโปรดวางใจได้ว่าความเห็นของคุณเป็นความลับ เป็นการประเมินแบบไม่ระบุตัวตน

นั่นแหละครับ กับดัก ถ้าคุณคิดว่าโอกาสของคุณมาแล้วที่จะได้ระบายความในใจเสียทีว่าเพื่อนร่วมงานของคุณ หรือหัวหน้าของคุณใจร้ายเพียงใด

โปรดจงตระหนักและเตรียมพร้อมไว้ว่าทุกอย่างมีราคาต้องจ่าย พาร์ทนี้เหมือนมองโลกในแง่ร้ายไปนิด และใจไม่สู้เอาเสียเลย แต่อย่าลืมนึกย้อนไปนะครับว่าเราเป็นเบอร์ที่เท่าไหร่ในองค์กร

Culture ไม่ฟิต

“เราเปลี่ยนหัวหน้าไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนที่ทำงานได้” สั้น ๆ เลยใช่ครับ ถ้าไม่ใช่ที่ของเรา เราควรเอาตัวเองออกมา วางแผนอยู่เสมอว่าจะไปอย่างไรต่อ ภาพในอนาคตเราอยากจะทำที่ทำงานนี้ สายงี้นี้หรือไม่ ลองแพลนไว้สักสองสามทาง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราควรต้องเข้าใจในหัวข้อของ Financial literacy ด้วยครับเพราะเงินสำรองฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ

ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าดีมีสุข รู้ทันตอนนี้ไม่มีมีทุกข์ คุณรู้ตัวแล้วว่าที่นี่ไม่โอเคอย่างแรงแต่ใจหนึ่งอยากเก็บอายุงานให้ครบปีก่อนแล้วค่อยออก ใจหนึ่งคิดว่าคงทนไม่ไหวแน่ ๆ อันนี้ต้องชั่งน้ำหนักคิดให้ดีครับ

ส่วนตัวมองว่าถ้าอายุงานที่เก่าหรือปัจจุบันยังน้อยแต่อยากย้ายงานแล้วเพราะไม่โอเค แต่กังวลว่า recruit จะมองว่าเราเป็นพวก Job hopper อย่าไปกังวลตรงนี้ คือถ้าเขาอยากได้เราจริง ๆ เรามีความสามารถที่เขาต้องการ เขาจะมองข้ามตรงนี้ไปเลยครับ

สำหรับการย้ายไปที่ทำงานใหม่ HR/Recruit สมัยนี้คงเข้าใจกันหมดแล้ว ถ้าบอกว่า Culture ไม่ฟิต มันมีความหมายแฝงว่าอย่างไร เอาตามตรงคำตอบนี้คงเซฟ ๆ แล้ว ดีกว่าไปบอกว่า อ๋อที่ทำงานเก่ามันแย่ครับ อันนี้ไม่โอเคอย่างแรง

ประมาณว่า ถ้าคุณเอาเรื่องที่ทำงานเก่ามาพูดเสียหาย ๆ ได้ (แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่) อาจแปลได้ว่าถ้าเรารับคุณเข้ามาจนคุณออกจากที่นี่ไป คุณคงเอาเรื่องของบริษัทเราไปพูดเสีย ๆ ได้เช่นกัน อันนี้จะเป็นสิ่งที่ HR มองครับ

ช่างแม่งบ้าง

เราจะเจออะไรที่ไม่สมเหตุผลได้ตลอดเวลา คนนี้ทำงานหนักทำงานดีทำไมไม่ได้ดี คนนี้ไม่ทำงานไม่ทำอะไรเลยแต่ทำไมได้ดี ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้อยู่เสมอ

ช่างแม่งครับ

ต้องขออธิบายก่อนว่าโลกนี้มีสองสิ่งคือ สิ่งที่เราควบคุมได้ กับ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่เรารู้สึกไม่สมเหตุสมผลหรืออะไรที่เราคิดว่าไม่ถูกต้อง มักจะเป็นอย่างหลัง และการทำงานจริงหรือในชีวิตจริงที่ไม่ใช่การทำงานเนี่ย ถ้าเราไปหือไปอือมาก ๆ มักจบไม่สวย

คนละอย่างกับเรื่องทุจริตนะครับ ถ้าเป็นเคสของ Whistleblower ผมเคารพและนับถือจากใจเลยครับ ต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเป็นอย่างมาก

ถ้าไม่ใช่เรื่องทุจริต เป็นเรื่องปัญหาในที่ทำงานล่ะก็ ขอแนะนำว่าทำตัวเร้ก ๆ ไว้ดีกว่านะคับ ;-;

7. Connection (รู้อะไรไม่สู้ รู้จักกัน)

ตามชื่อหัวข้อเลย รู้อะไรไม่สู้ รู้จักกัน อาจจะดูย้อนแย้งข้อด้านบนที่บอกให้เป็นคนที่รู้จริง มากกว่าสร้างแต่ภาพลักษณ์ branding จากรู้อะไรไม่สู้รู้วิชา มาเป็นรู้จักกันเสียแล้ว ขออธิบายแบบนี้ครับ

ไม่ได้หมายถึงใช้เส้นสาย หรือใช้อำนาจคนรู้จักเพื่อทุจริต ปกปิดนะครับ

ยุคนี้ Know how อย่างเดียวไม่ได้ต้อง Know who ด้วย คอนเนคชันตรงนี้เอาไว้สำหรับการเจรจาค้าขาย ทำธุรกิจ พบปะผู้คน รวมถึงการดึงตัว ย้ายสายงาน ย้ายที่ทำงานเป็นต้น อย่างเช่น การสร้าง branding ตัวเองเพื่อที่จะได้ประโยชน์ตรงนี้เช่นกันครับ

ส่งท้ายชีวิตการทำงานเป็น First Jobbers ของคน Gen Z

คำแนะนำสุดท้ายที่สอนกันไม่ได้

นอกจาก 7 คำแนะนำที่บอกไปทั้งหมดแล้ว ยังมีข้อที่ 8 ที่สอนกันไม่ได้ จะปรับจะแก้อันนี้คงยากหน่อย คือ

Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ)

Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ เป็นความสามารถในการเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่ซับซ้อน และมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านพันธุกรรม สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ส่วนบุคคล

แม้ว่า Empathy อาจจะมีพื้นฐานมาจากพันธุกรรมและลักษณะนิสัยส่วนบุคคล แต่ก็มีงานวิจัยและความเชื่อที่ว่า Empathy สามารถพัฒนาและเสริมสร้างได้ผ่านการเรียนรู้และการฝึกฝน ต้องปรับตัวเอง ค่อย ๆ พัฒนากันไป ลองถาม gemini ว่ามีความเห็นอย่างไรบ้าง

Empathy สอนกันได้ไหม?

แม้ว่า Empathy จะไม่ใช่ทักษะที่สามารถสอนกันได้โดยตรงเหมือนการสอนวิชาความรู้ แต่ก็สามารถส่งเสริมและพัฒนาได้ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การฝึกฝน และการสะท้อนตนเอง

สรุป:

Empathy เป็นทักษะที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และมีประโยชน์ต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน แม้ว่า Empathy อาจจะมีพื้นฐานมาจากพันธุกรรมและลักษณะนิสัยส่วนบุคคล แต่ก็สามารถพัฒนาและเสริมสร้างได้ผ่านการเรียนรู้และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

Gemini Advanced

ตลกร้ายคือ แม้แต่คนที่บอกว่าตัวเองมี empathy ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีจริง ๆ

โลกนี้มันโหดร้ายเนอะ เราเกิดมาในยุคที่สิ่งแวดล้อมกำลังพัง มลพิษเต็มไปหมด เศรษฐกิจใช่ว่าจะดี ค่าครองชีพยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แถมยังต้องเจอคนใจร้ายอีก First jobbers ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย บางคนต้องเลี้ยงที่บ้านต่อมีคนข้างหลัง ภาระปัญหาสารพัดสิ่ง

เราเกิดคนเดียว และตายคนเดียว

โลกนี้มีคนที่ประสบความสำเร็จให้เห็นเต็มไปหมด แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าแต่อย่าลืมว่ามีคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือยังไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันแน่นอนว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก (ผมเองก็อยู่ในนี้) และพวกเขาเหล่านี้มักจะโดนหาว่า ยังไม่พยายามพอบ้าง ยังไม่ตั้งใจพอบ้าง หรือยังไม่มีฝีมือพอบ้าง

ยิ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่จะโดนแบบดับเบิ้ลไปอีก เพราะจะตามมาด้วยทีรุ่นเขานะทนมาได้ ผ่านมาได้ ถ้าพี่ทำเองแปปเดียวก็เสร็จแล้วทำไมเราทำไม่ได้ คำพูดคำจาสารพัดที่คอยบั่นทอนกำลังใจได้ตลอดเวลา

ถ้ามันเฮงซวยมากจนทนไม่ไหว อย่าฝืนทน เอาตัวเองออกมา คนเราเกิดมามีชีวิตเดียว ทำไมเราต้องทนทุกข์อยู่กับสภาพแวดล้อม toxic ที่ทำให้เราทุกข์ด้วย

อย่าไปกังวลมากจนเกินไป ไม่ได้แปลว่าวันนี้ยังไม่สำเร็จแล้ววันข้างหน้าจะไม่สำเร็จ เรามีความเชื่อ เรามีกำลังใจแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเกิดตั้ง 500 ชาติถึงจะตรัสรู้เลย เอาจริง ๆ เราก็อยากประสบความสำเร็จมีความสุขในชาตินี้นะ 5555

แม้ว่าบทความนี้จะแชร์คำแนะนำเนื้อหาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่มากมาย ต้องยอมรับเลยว่าตัวเองยังเด็กและยังผ่านประสบการณ์มาน้อยครับ การได้พูดคุยเสวนากับผู้ใหญ่ย่อมได้มุมมองอีกมุมที่สามารถปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน

สุดท้ายแล้วขอเป็นกำลังใจให้ first jobbers และเพื่อน ๆ Gen Z ทุกคนรุ่น ๆ เดียวกันนี้ที่เริ่มทำงาน มันเหนื่อย มันท้อ แต้มบุญต้นทุนชีวิตเริ่มต้นเราอาจจะไม่เท่ากัน

ขอให้ทำงานเจอบริษัทที่ดี เพื่อนร่วมงานดี โดยเฉพาะหัวหน้าที่ดี ขอเป็นกำลังใจ เป็นแรงผลักดัน ตบบ่า โอบไหล่ จับมือไปซื้อชานมแล้วมาปวดหลังทำงานในทุก ๆ วันนะครับ



แบ่งปันบทความนี้ให้คนที่คุณหวังดี :